Facebook









อันตรายจากการนอนกรน
โดยปกติคนเราจะมีการหายใจสม่ำเสมอขณะตื่นเพราะสมองยังตื่นตัว  กล้ามเนื้อทุกส่วนยังทำงานปกติ  เมื่อร่ายกายหลับสมองจะเริ่มผ่อนคลาย  กล้ามเนื้อทุกส่วนก็ผ่อนคลายตาม  รวมทั้งกล้ามเนื้อหายใจ  ทำให้ขณะหลับมีการหายใจไม่สม่ำเสมอ  จะเกิดอาการนอนกรน พร้อมกับอาการหายใจลำบาก ในเด็กพบมากช่วงอายุ 2-6 ปีเนื่องจากต่อมทอนซิลที่อยู่ข้างในโคนลิ้นและต่อมอดีนอยด์ที่อยู่หลังจมูก  มีขนาดโตเบียดบังทางเดินหายใจส่วนบนและพบมากในเด็กกลุ่มอ้วนที่มีน้ำหนักมากผิดปกติ

อาการ
พบว่ามีอาการนอนกรนร่วมกับอาการหายใจลำบากขณะหลับซึ่งตรงข้ามกับขณะตื่นจะหายใจได้ปกติดี  อาการหายใจลำบากพบว่า มีการหายใจแรง   นอนกระสับกระส่าย  นอนในท่าแปลกๆ  อ้าปากหายใจ   มีเสียงกรนขาดหายเป็นช่วงๆ ทั้งที่กำลังหายใจ  พบว่าขณะที่หายใจเข้าหน้าอกยุบแต่ท้องป่องขึ้น ในเด็กจะมีปัสสาวะรดที่นอน  ตอนกลางวันเด็กอาจซุกซน  ไม่อยู่นิ่งและความสามารถในการเรียนลดลง  ประสิทธิภาพการทำงานลดลงหรือไม่มีสมาธิในการทำงาน หงุดหงิดง่าย  มีอาการสะดุ้งตื่นบ่อยจากฝันร้ายจะมีปัญหาตื่นตอนเช้าปวดมึนศีรษะ  ตื่นนอนแล้วไม่สดชื่น

การรักษาในเด็ก
  1. ส่วนใหญ่รักษาโดยการผ่าตัดเอาต่อมทอนซิลและอดีนอยด์ออก
  2. รักษาโรคติดเชื้อและโรคภูมิแพ้
  3. ถ้าเด็กอ้วนต้องลดน้ำหนัก
  4. ถ้าแก้ไขทุกอย่างแล้ว  ยังไม่ดีขึ้นต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ CPAP , การใช้เครื่องปรับแรงดันบวกผ่านหน้ากากครอบจมูกขณะหลับ เป็นเครื่องช่วยหายใจให้ความดันบวกตลอดเวลา ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ใส่และคำแนะนำดูแลจากแพทย์
  5. การใส่อุปกรณ์ครอบฟัน

ผลต่อสุขภาพของการหยุดหายใจขณะหลับ
การหยุดหายใจขณะหลับมีผลทำให้ออกซิเจนในเลือดลดลง  ถ้าอาการหายใจสะดุด  หรือมีอาการหยุดหายใจมากขึ้นและติดต่อกันเป็นเวลานาน  จะส่งผลกระทบต่อสมอง  ความจำ  การเรียนรู้  และสมาธิจะลดลง ในเด็กจะมีพัฒนาการทางสมอง  การเรียนรู้ที่ลดลง  และรุนแรงที่สุด  จะทำให้หัวใจทำงานมากขึ้น  จนเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว  ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตได้

การพยากรณ์โรค
ในเด็กส่วนใหญ่อาการดีขึ้นชัดเจนหลังผ่าตัดต่อมทอนซิลและอดีนอยด์ออก  สำหรับผู้ใหญ่ใช้การผ่าตัดและการใช้เครื่องมือคลื่นความถี่ช่วยรักษาได้