Facebook




     คงต้องยอมรับกันนะครับว่าการมีรถไฟฟ้าทั้งบนดิน-ใต้ดินทำให้การเดินทางในกรุงเทพฯ ผ่อนคลายความเครียดจากรถปัญหารถติด ผิดเวลา แถม สะดวกสบายมากขึ้น (เหลือแค่ว่า เส้นทางอื่นๆควรสร้างเสร็จให้ไวกว่านี้ ควรมีหลายๆเส้นทางมากกว่านี้ ทั้ง กรุงเทพฯ และปริมณฑล )

     ว่ากันว่าการใช้รถไฟไฟฟ้านั้นประหยัดทั้งน้ำมัน และยังขนถ่ายผู้โดยสารได้มากกว่ารถโดยสารอื่นๆหลายเท่าตัว ส่วนในเรื่องของ “ความปลอดภัย”นั้น กลับยังมีผู้พูดถึงไม่มากนัก ทั้งที่ในแต่ละปีมีเด็กและผู้ใหญ่ได้รับอันตรายจากการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าไม่น้อยเลย และทั้งที่ หลายครอบครัวได้เลือกให้ลูกๆอาศัยรถไฟฟ้า (ทั้งใต้ดินและบนดิน) เพื่อการไป-กลับโรงเรียน


      ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่อาจจะใช้เวลาก่อนเปิดเรียน หรือในวันหยุดพาลูกฝึกหัดการไปกลับเอง โดยแนะนำเส้นทางและพาขึ้น รถไฟฟ้า ก่อนที่จะให้ลูกทดลองไป-กลับด้วยตนเองในวันต่อมา ลูกจะได้ค่อยๆมีความมั่นใจ และมีความเชื่อมั่นในตนเองในที่สุด พร้อมกับให้ลูกเอาใจใส่เรื่องของ “ความปลอดภัยไว้ก่อน”

1…ในบ้านเราแม้จะยังไม่เคยเกิดกรณีนี้ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีวันเกิดขึ้น เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นถึง 3 ครั้งที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งทำให้ต้องถึงกับจัดอบรมกันในหัวข้อ "อันตรายจากประตูรถไฟฟ้างับ-รถเข็นเด็กอ่อน!”

โดยให้ตระหนักว่า หากผู้ใหญ่โดนประตูรถไฟฟ้าหนีบขาหนีบแขนเซ็นเซอร์ของรถจะทำงานทันทีโดยจะค่อยๆเปิดอ้าออก แต่หากเป็นสิ่งที่เล็กกว่านั้น เช่น รถเข็นเด็ก หรือเชือกพัน ประตูมันจะหนีบแน่น และซ้ำร้ายกว่านั้นก็คือ รถไฟฟ้ามันจะออกตัวตามปกติ นั้นหมายถึงมันจะกระชากรถเข็นเด็กไปด้วย และหากมีลูกน้อยอยู่ในรถเข็นด้วยเล่า…อะไรจะเกิดขึ้น !

ดังนั้นจึงขอเตือนว่าอย่านำรถเข็นเด็กขึ้นรถไฟฟ้าอย่างเด็ดขาด ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่านะครับ

2…  เมื่อราว 2 ปีก่อนในบ้านเรามีข่าวว่าพนักงานแบงค์(หญิง)วัย 56 ปี 
เกิดเป็นลมหน้ามืดและหัวคะมำตกลงไปในรางรถไฟฟ้า โดยร่างของเธออยู่ตรงกลางราง ในขณะที่รถไฟกำลังแล่นมาพอดี ! แต่เดชะบุญ.. เธอรอดตายอย่างปาฏิหารย์ !  เพราะรถไฟฟ้าวิ่งผ่านคร่อมร่างของเธออย่างเฉียวเฉียดที่สุด …(แต่เนื่องจากเธอตกลงไปกระแทกพื้นคอนกรีต เธอจึงได้รับบาดเจ็บ หูซ้ายฉีก กระดูกเข่าซ้ายแตก)

จากกรณีสุดหวาดเสียวนี้ ทำให้ได้บทเรียนว่า หากลูกๆ หรือคุณพ่อคุณแม่กำลังป่วยไข้ก็ควรไปพบแพทย์และนอนพักผ่อนอยู่ที่บ้าน

โดยเฉพาะลูกๆที่ต้องไปโรงเรียนเอง หากมีไข้ไม่สบายก็ควรลาป่วย นอนพักที่บ้านโดยมีคุณพ่อคุณแม่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด และพาไปพบแพทย์ด้วยนะครับ

3..  พื้นที่สำหรับยืนรอรถไฟฟ้าและรางรถนั้น จะพบว่าคั่นกลางด้วยเส้นเหลืองที่ยาวตลอดทาง หมั่นให้ลูกสังเกต “เส้นเหลือง”ทุกครั้ง …และให้เตือนลูกว่า การยืนรอรถไฟฟ้านั้น
ให้ยืนห่างจากเส้นเหลือง และอย่าก้าวล้ำเข้าไปโดยเด็ดขาด รวมทั้งระวังการสะดุด – หรือการถูกเบียดจนล้ม

4... เมื่อรถจอดเทียบสถานี ให้เราหลบไปยืนด้านข้างๆ(ด้านซ้ายหรือขวาก็ได้  แต่ต้องไม่ยืนตรงกลางขวางผู้ที่เขาจะเดินออกมาจากรถ)ไม่ยืนออกันอยู่ที่หน้าประตูรถ  หากว่าเราจะเข้ารถ ก็ต้องให้ผู้โดยสารออกจากรถให้หมดก่อน จึงก้าวเดินเข้าไป และไม่ควรอย่างยิ่งที่จะเล่นแกล้งกัน วิ่งไล่กัน หรือผลักกันไปมาในบริเวณที่ยืนรอรถไฟฟ้า

5... ในยามที่รถส่งสัญญาณเสียง “ปี๊บๆๆๆ” นั่นหมายถึงประตูไฟฟ้ากำลังจะปิดแล้ว ถ้าลูกยังไม่เข้ารถ ก็ไม่ต้องวิ่งโกยแน่บ เพื่อจะกระโดดขึ้นรถให้ทัน เพราะนั่นเสี่ยงต่อการโดนประตูอัตโนมัติหนีบ (หนีบมือ –หนีบตัว-หนีบเสื้อผ้า) แล้วถูกกระชากลากไปด้วยความเร็วแรง เมื่อรถไฟฟ้าออกตัว...

6...  ถ้าลูกทำกระเป๋านักเรียนหรือทำของอะไรก็ตามตกหล่นไปในรางรถไฟห้ามก้าวเข้าไปเก็บเองอย่างเด็ดขาด  ให้รีบไปแจ้งแก่เจ้าหน้าที่ประจำสถานีนั้นๆทันที

7… เมื่อลูกเข้าไปในห้องโดยสารแล้ว ให้ลูกนึกถึงถ้อยคำอมตะของพี่กระเป๋ารถเมล์ที่ลูกอาจเคยได้ยินจนเจนหูมาแล้วว่า...  “ขึ้นบนแล้วชิดในเลยเพ่...!”

       ใช่แล้ว...คำชี้แนะนี้ยิ่งต้องนำมาปฏิบัติเมื่อใช้บริการรถไฟฟ้า เพราะเรามักจะพบเห็นผู้คนที่ชอบยืนออกันอยู่หน้าประตู หรือ พื้นที่บริเวณประตู ทำให้เกะกะกีดขวางทั้งผู้ที่จะขึ้น หรือลงรถไฟฟ้า  ทั้งๆที่กลางโบกี้มีที่ว่างอยู่เหลือเฟือ แม้แต่บางครั้งยังมีที่นั่งเหลืออยู่อีกหลายที่ด้วยซ้ำ

8... จะต้องระวังเรื่องการง่วงเหงาหาวนอนด้วยเพราะนอกจากจะเสี่ยงต่อการที่หัวอาจโขกโป๊กเอาคนที่นั่งข้างๆ หรือโขกราวเหล็กข้างๆที่นั่ง (กรณีนั่งอยู่ริมสุด) ลูกอาจสัปหงกจนหน้าและ ศีรษะทิ้งลงมากระแทกพื้นบนรถไฟฟ้า 


      นอกจากนั้นลูกก็อาจโงกหลับครอกฟี้จนนั่งเลยสถานีรถไฟฟ้า กระทั่ง ไปไหนต่อไหน จน หลงทางจนกลับบ้านไม่ถูก หากเกิดกรณีนี้ ให้ลูกรีบโทรศัพท์กลับบ้าน โทรหาคุณพ่อคุณแม่ทันทีครับเด็กๆหลายๆคนคงเคยโดยสารรถไฟฟ้ามาแล้วกับคุณพ่อคุณแม่แต่ครั้งนี้อาจเหมือน “การผจญภัยครั้งแรกในชีวิต”

เพราะต้องไปและกลับด้วยตนเอง โดยเฉพาะนี่คือรถสาธารณะเทคโนโลยี่ที่มีความเร็วสูง หนำซ้ำต้องเดินอยู่ท่ามกลางกลุ่มผู้คนที่มาใช้บริการมากมาย พลุกพล่าน

ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็ควรไปเป็นเพื่อนในวันแรกๆ และจะได้เรียนรู้จดจำ จนมีความมั่นใจในด้านความปลอดภัยมากขึ้น ๆ กระทั่งมีความเชื่อมั่นในตนเองในที่สุด…..


บทความจาก : ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก